162 900x550 - คนละครึ่งรอบ 2 ย้ำคุณสมบัติผู้ลงทะเบียน เพื่อรับสิทธิ์เงิน 3,000 บาท

คนละครึ่งรอบ 2 ย้ำคุณสมบัติผู้ลงทะเบียน เพื่อรับสิทธิ์เงิน 3,000 บาท

33 - คนละครึ่งรอบ 2 ย้ำคุณสมบัติผู้ลงทะเบียน เพื่อรับสิทธิ์เงิน 3,000 บาท

กระทรวงการคลัง ย้ำคุณสมบัติผู้ที่จะลงทะเบียนเข้าร่วมแผนการ “คนละครึ่ง” เพื่อรับสิทธิ์ใช้จ่ายเงินสูงสุดวันละ 150 บาท รอบเก็บตก ในวันที่ 11 พ.ย.นี้

ปัจจุบัน นายพรชัย ฐีระเวช ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจการคลัง สศค. ในฐานะรองพิธีกรกระทรวงการคลังเผยออกมาว่า แผนการคนละครึ่งจะเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนเข้าร่วมแผนการอีกที ในวันที่ 11 พ.ย. 2563 ระหว่างเวลา 06.00-23.00 น. ผ่านเว็บไซต์ www.คนละครึ่ง.com จนกระทั่งจะครบปริมาณ

ปตท.ลุ้น “โจ ไบเดน” ผลักเศรษฐกิจโลกฟื้นตัว ปี 64 ฝ่าลงทุน 8 หมื่นล้าน


เปิดแผนแม่บทเฉพาะกิจสู้โควิด ภายใต้ที่มีความสำคัญในการรบชาติตั้งเป้า “ล้มแล้วลุกไว”


เปิดผลกำไรขนมปาท่องโก๋การบินไทย

778 - คนละครึ่งรอบ 2 ย้ำคุณสมบัติผู้ลงทะเบียน เพื่อรับสิทธิ์เงิน 3,000 บาท

ทั้งนี้ ขอย้ำว่าผู้ที่สามารถลงทะเบียนได้จะต้องเป็นผู้ไม่เคยลงทะเบียนเข้าร่วมแผนการคนละครึ่ง มาก่อน หรือเป็นผู้เคยลงทะเบียนแต่ว่าไม่สำเร็จก็เลยถือเป็นผู้ที่ไม่เคยได้รับสิทธิ์เข้าร่วมแผนการ ซึ่งในวันที่ 9 พ.ย. 2563 มีสิทธิคงเหลือจากผู้ไม่ผ่านการตรวจสอบสิทธิรวมทั้งผู้ไม่เริ่มใช้สิทธิ์ด้านในระบุ 14 วัน ที่จะนำมาเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนเป็นปริมาณ 2.3 ล้านสิทธิ์
สำหรับคุณสมบัติของผู้ที่สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมแผนการ ควรจะเป็นประชาชนเชื้อชาติไทยอายุ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไปในวันลงทะเบียน มีบัตรประชาชน และไม่เป็นผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งเมืองซึ่งได้รับสิทธิ์จากแผนการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งเมือง โดยขอให้จัดเตรียมลงทะเบียนเข้าร่วมแผนการคนละครึ่งในวันที่ 11/11 ก่อนปริมาณสิทธิจะหมดลงอีกที อย่างไรก็ดี ผู้ได้รับสิทธิ์รวมทั้งใช้สิทธิ์ตามแผนการคนละครึ่งแล้ว จะไม่สามารถเข้าร่วมมาตรการช้อปดีมีคืนได้
แต่ สำหรับความก้าวหน้าปัจจุบันในวันที่ 9 พ.ย. 2563 เวลา 12.00 น. มีร้านขายของลงทะเบียนเข้าร่วมแผนการแล้วกว่า 5.57 แสนร้านขายของ รวมทั้งผู้ใช้สิทธิ์แล้วปริมาณ 7,352,274 คน โดยมียอดการใช้จ่ายสะสม 10,155 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินที่ประชาชนจ่าย 5,178 ล้านบาท รวมทั้งภาครัฐร่วมจ่ายอีก 4,977 ล้านบาท ยอดใช้จ่ายเฉลี่ย 214 บาทต่อครั้ง โดยจังหวัดที่มีการใช้จ่ายสะสมสูงที่สุด 5 ลำดับแรก เช่น จังหวัดกรุงเทพ, สงขลา, นครศรีธรรมราช, จังหวัดสุราษฎร์ธานี รวมทั้งจังหวัดเชียงใหม่ ตามลำดับ.